
บันทึกการเดินทางเส้นทางจักรยาน EuroVelo หมายเลข 6 ในฝรั่งเศส และส่วนหนึ่งของเส้นทางคณะราชทูตอยุธยาโกศาปานไปปารีส พ.ศ.2229
** หากท่านใดติดตามเส้นทางคณะราชทูตอยุธยาโกศาปานไปปารีส เริ่มใน ตอนที่ 6

พวกเราเริ่มต้นปั่นจักรยานจากเมืองมูว์ลูส (Mulhouse) ฝรั่งเศส ใกล้ชายแดนสวิสเซอร์แลนด์และเยอรมนีไปยังเมือง อ็องเฌ (Angers) ใกล้ทะเลเคลติก (Celtic Sea) ตามลูกศรที่ชี้ไว้ โดยมีระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตร
เส้นทางอยู่เลียบแม่น้ำต่างๆ เช่น แม่น้ำดู (Le Doubs) และแม่น้ำลัวร์ (Le Loire) เป็นต้น
เส้นสีแดงคือเส้นทางจักรยาน EuroVelo หมายเลข 6 ที่เชื่อมโยงหลายประเทศ
และกรอบสีดำคือส่วนหนึ่งของเส้นทางข้างแม่น้ำลัวร์ที่คณะราชทูตโกศาปานใช้เดินทางไปปารีส

หมุดเมืองต่างๆ ในอดีต จากท่าเรือเมืองแบร็สต์ (Brest) ไปยังเมืองปารีส หรือ ปารี (Paris) ตามบันทึกที่คณะราชทูตอยุธยาโกศาปานเดินทางทางบกเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน ในหนังสือ จดหมายเหตุโกศาปานไปฝรั่งเศส เขียนโดย มองซิเออร์ เดอ วีเช ปีตีพิมพ์ พ.ศ.2229 ตรงกับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะผ่านเมืองในเส้นทาง EuroVelo 6 ในเส้นทางนี้ได้แก่ เมืองน็องต์ (Nantes) – อ็องเฌ (Angers) -ตูร์ (Tours) – บลัว (Blois) – ออร์เลอ็อง (Orléans) ริมฝั่งแม่น้ำลัวร์
วีซาร์เชงเก้น
สำหรับการเดินทางครั้งนี้ไปเพื่อการท่องเที่ยว ในการขอวีซาร์สำหรับไปปั่นจักรยาน ศูนย์ยื่นวีซ่าต้องการให้จองโรงแรมทุกวันตามข้อกำหนด
แต่จากข้อจำกัดการเดินที่ยาวนานและความจำเป็นที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางแบบจักรยาน ที่อาจทำให้การเข้าพักคลาดเคลื่อนได้ง่าย เราจึงใช้วิธียื่นจดหมายอธิบายเหตุผลเป็นภาษาอังกฤษ และจองโรงแรมไปในช่วงสัปดาห์ต้นๆ ของการเดินทาง พร้อมแนบแผนที่การเดินทางและกำหนดการเดินทางไปร่วมกับเอกสารที่เขาให้ส่งเพิ่มเติม
ครั้งนี้ได้ขอคำปรึกษาเรื่องเอกสารจาก กงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศสประจำจังหวัดขอนแก่น, สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย(ประเทศที่จะอยู่นานสุด), สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย(ประเทศที่เครื่องจะไปลง ในกรณีถ้าขอฝรั่งเศสไม่ได้ สถานทูตสวิสฯ บอกยื่นฝรั่งเศสได้เลย ไม่ต้องห่วง) และศูนย์ยื่นวีซาร์ฯ ที่ได้ช่วยทำการประสานเรื่องให้ ทำให้ได้รับวีซ่าเชงเก้นฝรั่งเศสกลับมาในเวลาไม่นาน ขอบพระคุณในความช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่างๆเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ค่ะ
เริ่มเดินทาง..
เมืองมูว์ลูส ไป เมืองมงเบลียาร์
วันที่ 2 พฤษภาคม ยังอยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งกำลังจะเข้าฤดูร้อนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
หลังจากที่เดินทางจากประเทศไทยมายุโรปเจอกับสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เราก็ได้จังหวะดีที่จะเริ่มปั่นจักรยานในฝรั่งเศสเดือนนี้
ปกติในช่วงหน้าร้อนจะเป็นช่วงที่คนนิยมปั่นจักรยานท่องเที่ยวกันมาก แคมป์ไซต์กางเต็นท์เปิดให้บริการอย่างเต็มที่ แต่ในการเดินทางครั้งนี้เราใช้ห้องพักตลอดเส้นทาง เพราะยังไม่เริ่มฤดูร้อน แคมป์ไซต์จึงแทบไม่เปิด ซึ่งที่พักแต่ละที่มีทั้งพูดอังกฤษได้และไม่ได้ แต่ก็ยังรู้สึกถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นมิตรและมีเสน่ห์ทั้งในชนบทและในเมือง เราจองผ่านแพลตฟอร์มช่วยการเดินทาง เช่น Agoda, Booking, และ Airbnb

การเดินทางปั่นจักรยานของเรา ทริปนี้เริ่มต้นที่เมืองบาเซิล (Basel) สวิสเซอร์แลนด์ เพราะอยู่ใกล้บ้านป้ารหัสสมัยเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น เราเช่าจักรยาน (สัปดาห์ละ 100 CHF โดยการติดต่อร้านทางอีเมล์) แทนการเอามาจากไทย ซึ่งค่าขนส่งค่อนข้างแพงกว่า 3 สัปดาห์ที่เราจะเช่า
เราออกเดินทางจากเมืองบาเซิลโดยใช้รถไฟไปฝรั่งเศส ลงที่สถานีรถไฟเมืองมูว์ลูส (Mulhouse) แล้วปั่นไปตามคลองส่งน้ำและแม่น้ำดู (Le Doubs) ตามเส้นทางยูโรเวลโล่หมายเลข 6 ซึ่งมีป้ายสัญลักษณ์บอกทางเป็นหมายเลขโดยตลอด


เส้นทางจักรยานในฝรั่งเศสเป็นทางสายสงบสำหรับจักรยานและคนเดินโดยเฉพาะ ไม่ค่อยบู๊ขอบถนนใหญ่เหมือนบ้านเรา เราเลยได้ยินเสียงนกร้องและสัมผัสธรรมชาติที่อยู่รอบตัวชัดเจน
ทางสำหรับวันนี้เป็นเช่นนั้นแค่ช่วงแรก อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เม็ดฝนก็เริ่มโปรยปรายบวกกับอากาศหนาวเหน็บเริ่มปะทะเข้ามาเรื่อยๆ ลมต้านแรงปั่นจนลำบาก
ฝนเม็ดแหลมทิ่มแทงหน้า ถุงมือเริ่มเปียกชื้นยะเยือก ยังดีที่เสื้อกันฝนยังทำหน้าที่ให้ตัวอุ่น
ปั่นมาได้แค่ 26 กม. ต้องตัดสินใจหาหมู่บ้านแล้วไปใช้รถไฟท้องถิ่นต่อ เพื่อไปยังจุดหมายคือ เมืองมงเบลียาร์ (Montbéliard) ที่ห่างออกไปราว 30 กม.
เราไปรอรถไฟท้องถิ่นประมาณชั่วโมงกว่า โชคดีว่ามีห้องสมุดอยู่ใกล้ๆ ที่ขอใช้ห้องน้ำได้
สำหรับการนำจักรยานขึ้นรถไฟในฝรั่งเศสอาจต้องจองตั๋วของจักรยานด้วย จะแยกกันคนละเว็ปไซต์กับตั๋วรถไฟยูเรลพาส (Eurail Pass)










เมืองมงเบลียาร์ ไปเมืองแวร์
วันที่ 3 พฤษภาคม ออกจากเมืองมงเบลียาร์ ไปเมืองแวร์ (Vaire) ฝรั่งเศส ระยะทางประมาณ 80 กม.
วันนี้ไม่มีฝน ผ่านฟาร์มวัว ม้า แกะ เจอสัตว์ป่าบนภูเขา ได้ยินเสียงทั้งนกทั้งกบอย่างชัดเจน ตลอดเส้นทางจักรยานจะอยู่เลียบคลองชลประทาน (Le canal du Rhône au Rhin) และแม่น้ำดู (Doubs) ซึ่งไหลขนาบอยู่ใกล้ๆ ตามเส้นทาง EuroVelo 6
มาถึงเมืองแวร์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีทั้งร้านอาหารและร้านค้า แต่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำแร่ธรรมชาติที่มีรสชาติและคุณภาพดีมาก จนขุนนางสมัยก่อนต้องให้คนรับใช้เดินทางจากปราสาทอย่างไกล เพื่อมาขนเอาน้ำแร่ที่หมู่บ้านนี้ไปเป็นน้ำดื่มโดยเฉพาะ เราได้ดื่มจากก๊อกแล้วก็รู้สึกสดชื่นอย่างที่อวดไว้จริงๆ
ที่พักคืนนี้เป็นอพาร์ทเม้นท์มีที่เก็บจักรยาน ใจนึกว่าเป็นตึกเล็กๆ ที่เขาแบ่งห้องไว้ให้เช่า พอมาถึงเจ้าของบ้านพาชมมี 2 ห้องนอน พร้อมด้วยห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องครัว
บ้านนี้อายุ 200 กว่าปี รีโนเวตได้น่าอยู่มาก เจ้าของน่ารักเป็นกันเอง พูดสลับไปมาระหว่างภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส เราก็เดากันไปหัวเราะกันไปสนุกดี ตอนนี้แม้ไม่เก่งภาษาอังกฤษก็ไม่เป็นปัญหาแล้ว














เมืองแวร์ ไป เมืองเบอซ็องซง
วันที่ 4 พฤษภาคม ออกจากเมืองแวร์ไปเมืองเบอซ็องซง แค่ 20 กม. ระหว่างทางไปเมืองเบอซ็องซง (Besançon) ยังคงขี่เลียบแม่น้ำดู
เมืองเบอซ็องซงเป็นเมืองที่มีป้อมปราการโบราณอยู่ยอดหน้าผาสูงชัน เบื้องล่างผาคือทางจักรยานเลียบแม่น้ำดู
เบอซ็องซงเป็นเมืองที่สร้างไปตามรูปร่างที่โค้งไปมาของแม่น้ำดู ที่นี่มีโบสถ์โบราณบรรยากาศแบบโลกเวทมนต์
สิ่งหนึ่งที่เมืองนี้มีชื่อเสียงมากคือ นาฬิกาดาราศาสตร์อันเก่าแก่ อยู่ที่ Cathédrale St. Jean de Besançon แต่ตอนไปเสียดายที่ปิดซ่อมแซม
เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางการทำนาฬิกาที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส มีร้านขายนาฬิกาคุณภาพและมีการออกแบบที่สวยงามทันสมัยอยู่ในย่านตัวเมือง











เมืองเบอซ็องซง ไป เมืองด็องปารี
วันที่ 5 พฤษภาคม อากาศดี ไม่มีฝน มีผู้ร่วมทางเยอะเพราะเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์
ระหว่างทางเจอครอบครัวที่ขนกันมาปิคนิค ผู้ปกครองผูกลา 2 ตัวไว้กับรถเข็น เด็กๆ บางคนขี่ลา บางคนนั่งในรถไม้ที่ลาลาก เสียงหัวเราะดังอย่างสนุกสนาน
บางจุดตามทางก็มีกิจกรรมพายเรือเป็นกลุ่มหรือปีนผา และเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ที่ทุกคนจะออกไปเที่ยวหรือพักผ่อน มันก็น่าจะรวมถึงครอบครัวเจ้าของร้านค้าที่ปิดไปหมดด้วย
ถ้าโชคดีเราอาจจะเจอร้านสะดวกซื้อซักแห่งที่เปิด..







มาถึงเมืองโดล (Dole) เมืองใหญ่เอาตอนเย็น ร้านรวงปิดเกือบหมด
โชคยังดีเจออยู่ 1 ร้านเป็นของคนเวียดนามที่ไม่หยุดตามกติกาสังคมยุโรป ร้านนี้ขายพวกข้าวผัด ปอเปี๊ยะผัก ฯลฯ อาหารกล่องไม่แพง กล่องเล็กๆ พออิ่มราคาประมาณ 7-8 ยูโร (ร้านอาหารธรรมดาทั่วไปจะอยู่ที่จานละประมาณ 15 ยูโร)
ร้านอาหารเอเชียที่เราเจอในเส้นทางนี้ มักจะมีเจ้าของร้านเป็นคนเวียดนาม แน่นอนว่าการพูดฝรั่งเศสของเวียดนามคล่องกว่าไทยหรือจีน ดูแล้วเลยไม่ค่อยมีคู่แข่งร้านอาหารเอเชียไปโดยปริยาย
เมืองโดลเป็นเมืองที่ดูอาร์ตๆ ความราบเรียบของผนังปูนสีเหลืองนวลและทรงตึก คล้ายกับอยู่ในภาพวาดโบราณที่มีชื่อเสียง






ผู้คนพากันเดินพักผ่อนบนถนนในเมืองอย่างเงียบๆ บรรยากาศในตอนกลางคืนคงจะดีมาก เสียดายว่าเราจองที่พักไว้เมืองอื่นแล้ว
จุดหมายวันนี้คือ เมืองด็องปารี (Damparis) ในชนบทเล็กๆ ที่ไกลออกมาจากเมืองโดลประมาณสิบกิโลเมตร
ที่พักคืนนี้น่าจะมีเจ้าของทำอาชีพเกษตร โรงแรมสองชั้นมีห้องไม่มากตั้งอยู่ริมถนนชนบท ที่พักสะอาดและสงบ มีเลี้ยงสัตว์น่ารักให้ดูเล่นทั้งแพะและกระต่าย
สรุปวันนี้เราปั่นจากเมืองเบอซ็องซง มาถึงเมืองด็องปารี ประมาณ 75 กม.



เมืองด็องปารี ไปเมืองแวร์ดัง ซูร เลอ ดู
วันที่ 6 พฤษภาคม ฝนตกตั้งแต่เช้า เรายังอยู่รอให้ฝนซาในห้องอาหารที่อบอุ่นของโรงแรมเดอเมน เดอ ลา บอด
ห้องอาหารนี้อยู่ชั้นล่าง มีอาหารเช้าเหมือนโรงแรมในฝรั่งเศสทั่วไป หลักๆ จะเป็นขนมปังบาแก็ต (baguette) ขนมปังแบบอื่นๆ แยม โยเกริ์ต ชา-กาแฟร้อน และผลไม้ ถ้าพิเศษหน่อยบางทีก็จะได้ไข่ต้ม
มองไปอีกโต๊ะเห็นมีนักปั่นอีกคนนั่งรอเหมือนกัน ตัวใหญ่สูงจนหัวเกือบชิดเพดานราวสองเมตร ดูไม่ค่อยเหมือนคนฝรั่งเศส
สำหรับคนฝรั่งเศสทั่วไป ฉันเห็นรูปร่างความสูงใกล้เคียงกับคนไทย ผู้ชายสูงราว 175 ซม. ผู้หญิงก็จะราวๆ 165 ซม. ใช้ฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก ภาษาอังกฤษแทบจะไม่เข้าใจเลย จะใช้ชีวิตระหว่างเดินทางยังไงดี?
นึกถึงตอนพาชาวต่างชาติไปเที่ยวในหมู่บ้านอีสาน ชาวบ้านชอบมาจับแขนมาพูดด้วย แม้จะรู้ว่าต่างคนคุยกันไม่เข้าใจ อาศัยแค่คำใบ้โบเบ้ แล้วก็หัวเราะขำกันไป ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นมิตรของทุกคน
แม้มีคนบอกว่าคนฝรั่งเศสไม่ค่อยยิ้มง่าย แต่ที่เจอมาก็ยิ้มกันเยอะ มีเจอหนึ่งคนไม่ยิ้มเลย แต่ใจดีมาก เรียกได้ว่าดูหน้าไม่รู้ใจจริงๆ
สำหรับเส้นทางวันนี้ เปียก..
มีฝนทั้งวัน 7 ชั่วโมง ระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร ไฮไลต์เส้นทางคือสองข้างทางเป็นทุ่งมัสตาร์ดสุดลูกหูลูกตา..







ช่วงนี้มัสตาร์ดมีดอกสีเหลืองอยู่บ้างตามกิ่งก้าน แต่ส่วนใหญ่มีฝักแล้วแค่ยังไม่แก่
ฝรั่งเศสนอกจากไร่องุ่นแล้ว ไร่มัสตาร์ดนี่แหล่ะที่เราเห็นเป็นพืชเกษตรอันดับต้นๆ ในเส้นทาง





ถึงเมืองแวร์เดิง ซูร เลอ ดู (Verdun-sur-le-Doubs) ในช่วงเย็น สิ่งพิเศษสำหรับเมืองนี้คือ เป็นบริเวณที่แม่น้ำลัวร์กับแม่น้ำโซน (La Saône) ไหลมาบรรจบกัน บนสะพานข้ามแม่น้ำเรามองเห็นทั้งสองเส้นมาบรรจบกันอย่างชัดเจน


ที่พักวันนี้ เป็นบ้านของชาวฝรั่งเศสเปิดทำ Bed and Breakfast แบ่งห้องชั้นบนให้แขกพัก และมีอาหารเช้าให้
ฉันตกอกตกใจ กับราคาที่จองมา เมื่อมองเห็นสภาพห้องพักที่ดูอบอุ่น สบายๆ และถึงขั้นมีอ่างอาบน้ำอยู่ใจกลางห้อง!
เสียดายกลัวเป็นหวัด ไม่งั้นคงนอนแช่น้ำเล่น เป็นห้องที่เหมาะกับคู่รัก แต่ถ้ามากับเพื่อนไม่แน่ใจ เพราะห้องน้ำก็โล่งโจ้งมากไม่มีม่านเลย


…………
จบ ตอนที่ 1
ไปตอนที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8(ตอนจบ)
* หมายเหตุ ชื่อเมืองต่างๆ พยายามใช้คำที่สามารถค้นหาต่อทางกูเกิลได้ หากผิดเพี้ยนประการใดขออภัยด้วยนะคะ
** การเดินทางพฤษภาคม ปี พ.ศ.2567