
สาระพัดพาชม: อีโปห์ รัฐปารัค-จอร์จทาวน์ รัฐปีนัง มาเลเซีย 3 คืน 4 วัน ทางรถไฟ
การเตรียมตัวก่อนเดินทาง..
เราสามารถเที่ยวมาเลเซียได้ 30 วัน โดยไม่ต้องทำวีซาร์ / พลาสปอร์ตมีอายุการใช้งานเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน / ทำประกันภัยเดินทางท่องเที่ยว(เผื่อกรณีฉุกเฉิน) / วางแผนการเดินทาง / จองที่พักออนไลน์ล่วงหน้า / จองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสำหรับรถไฟความเร็วสูง ETS (ส่วนรถไฟฟ้า KOMUTER ซื้อที่สถานีรถไฟของมาเลเซียในวันใช้งาน) และภายใน 3 วันก่อนการเดินทาง เราต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าประเทศมาเลเซีย Malaysia Digital Arrival Card (MDAC)

ถ้าใครนั่งตรงจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ก็จะมีขบวนที่เดินทางไปถึงสถานีปาดังเบซาร์ของมาเลเซีย ใช้เวลาประมาณ 16 ชม. เป็นรถด่วนพิเศษ
วิธีการจองตั๋วรถไฟ…
การเดินทางทริปนี้ สามารถไปได้โดยรถไฟ 2 แบบ คือ รถไฟความเร็วสูง ETS และรถไฟฟ้า KOMUTER
รถไฟความเร็วสูง ETS ไปเมืองอีโปห์ซึ่งไกลกว่าปีนัง ควรจองออนไลน์ล่วงหน้าเพราะเต็มเร็ว ถ้าจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้า KOMUTER ก็ได้เช่นกัน แต่ต้องลงเพื่อเปลี่ยนขบวนและอาจใช้เวลาการเดินทางที่นานกว่า เมืองอีโปห์ใช้เวลาเดินทางกับ ETS ประมาณ 3 ชม.จากสถานีปาดังเบซาร์
ส่วนใครจะไปแค่เกาะปีนัง รถไฟความเร็วสูง ETS ไม่มีบริการ ต้องนั่งรถไฟฟ้า KOMUTER จากสถานีปาดังเบซาร์ไปลงสถานีบัตเตอร์เวิร์ธ (Butterworth) ราคา 11.40 ริงกิต (ประมาณ 87 บาท) ใช้เวลาบนขบวนประมาณ 2 ชม. แล้วลงเรือเฟอรี่ 15 นาที (เรือออกทุกๆ 30 นาที) ราคา 2 ริงกิต (ประมาณ 16 บาท) ถึงเกาะปีนัง (Penang หรือ Pulau Pinang) โดยสถานีรถไฟกับท่าเรือเดินตามทางบนอาคารเชื่อมต่อ จะอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่
ตั๋วรถไฟความเร็วสูง ETS จองผ่านเว็ปไซต์ https://www.ktmb.com.my/Komuter.html หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันรถไฟของมาเลเซียชื่อ KTMB Mobile






การแลกเปลี่ยนเงินตรา

บัตร Visa ธนาคาร ใช้ในการซื้อตั๋วรถไฟความเร็วสูง ETS ทางออนไลน์ และรถไฟ Komuter ที่ตู้ซื้อตั๋วอัตโนมัติ
แลกเงินสดก่อนไป ในหาดใหญ่มีหลายร้าน เราแลกที่ Kin Exchange ห่างจากสถานีรถไฟ 1 กม. ขอแบงค์ย่อย พนักงานจัดให้ตั้งแต่ระดับ 100, 50, 20, 10, 1 ริงกิตมาเลเซีย (RM)
ตอนช่วงเราเดินทาง (กุมภาพันธ์ 2568) ค่าเงินอยู่ที่ประมาณ 7.58 ริงกิต ต่อ 1 บาท ราคาอาหารใกล้เคียงกับบ้านเรา อาหารส่วนใหญ่ร้านธรรมดาก็จะอยู่ราวๆ 8-20 ริงกิต น้ำขวดละ 1.5-2 ริงกิต เป็นต้น
อินเตอร์เน็ต

เราซื้อโปรเน็ตต่างประเทศกับค่ายมือถือในไทย เปิดโรมมิ่งและเลือกสัญญาเครือข่ายใช้ได้เลย หรือจะซื้อซิมมาเลเซียก็มีขายบริเวณที่นั่งรอรถไฟที่สถานีปาดังเบซาร์
ออกเดินทางสู่มาเลเซีย..

เราออกจากอำเภอเมืองสงขลา เหมารถสองแถว 350 บาทใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงหาดใหญ่ ทันรถไฟที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ ขบวน 947 ออกตอน 8.55 น. ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึงสถานีปาดังเบซาร์ของมาเลเซีย รถไฟจะผ่าน สถานีปาดังเบซาร์ (ไทย) แต่ไม่ต้องลงที่นี่ ไปลงที่สถานีปาดังเบซาร์ มาเลเซีย ได้เลย


**เวลาของมาเลเซีย จะเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ระวังเรื่องเวลาออกของรถไฟ กับเวลาในมือถือ เผื่อมือถือมันไม่ปรับอัตโนมัติให้ จะตกรถไฟเด้อจ้า**
รถไฟความเร็วสูง ETS ที่เราใช้คือ Express 9207 จะออกตอนเวลา 12.44 น. ตามเวลาของมาเลเซีย พอมีเวลาไปเดินยืดเส้นยืดสายและทานข้าวในเมืองปาดังเบซาร์เกือบสองชั่วโมง
เราออกจากสถานีรถไฟ ไปตามทางเชื่อมที่ใช้ข้ามรางรถไฟ เพื่อลงทางฝั่งที่มีวงเวียนใหญ่ (กูเกิลแมปแสดงทางอ้อม ให้ใช้ทางเชื่อมข้ามรางรถไฟไปได้เลย) ร้านใกล้สุดที่มีอาหารหลากหลายชื่อร้าน Restoran Wannisa @ Nurhasiah Enterprise ห่างจากวงเวียนใหญ่ไปประมาณ 300 เมตร


เรากลับมาทันก่อนรถไฟ ETS ออกพอสมควร เจ้าหน้าที่จะเปิดให้แสกนคิวอาร์โค้ดที่ทางเข้าล่วงหน้าประมาณ 15 นาที ถ้าเราจองออนไลน์มาแล้ว ก็สามารถแสกนคิวอาร์โค้ดจากไฟล์ตั๋วในมือถือได้เลย
หากยังไม่มีตั๋วแล้วจะซื้อเพื่อขึ้นรถไฟ ก็มีช่องที่มีพนักงานขาย หรือซื้อตั๋วผ่านตู้อัตโนมัติของรถไฟฟ้า KOMUTER อยู่บริเวณทางไปห้องน้ำ


เรามาถึงเมืองอีโปห์เกือบบ่ายสี่โมงเย็น พากันออกจากสถานีรถไฟอิโปห์ แล้วเดินข้ามถนนด้านหน้าสถานีรถไฟ เพื่อจะไปฝั่งตรงข้ามที่เป็นย่านกลางเมืองเก่า ถนนค่อนข้างกว้าง ไม่มีทางม้าลาย ต้องหาจังหวะข้ามแบบเอาตัวรอดพอสมควร เราเดินตามฟุตบาท ผ่านด้านข้างตึกศาลาว่าการของเมือง ตึกทรงยุโรปสีขาวค่อนข้างโดดเด่นแห่งนี้เคยเป็นตึกไปรษณีย์มาก่อนด้วย ถัดไปจากนั้นเป็นหอนาฬิกา และมัสยิดสุลต่านอิดริสชาห์ที่ 2




หลังจากเข้าที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เราพากันเดินเล่นในเมืองท่ามกลางบรรยากาศที่ร้านรวงปิดเกือบหมด ใช่ค่ะแค่สี่ห้าโมงเย็นก็ปิดร้านจะหมดแล้ว ผู้คนเลยไม่ค่อยพลุกพล่าน เป็นโอกาสดีที่ได้เดินชมวิวสถาปัตยกรรมของเมืองไปเรื่อยๆ
ตามถนนหนทางในเมืองอีโปห์มีตึกที่ยังไม่ซ่อมแซมอยู่มาก ความผุพังปุปะบวกเถาวัลย์พันเลื้อยรอบและต้นไม้ใหญ่ที่เขาอนุรักษ์ไว้ กลายเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นของเมืองแห่งนี้
และยังแอบมี Hidden gem หรืออัญมณีที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง เช่น ร้านหนังสือ Book Xcess Kong Heng ที่เป็นธนาคารเก่ามาก่อน จะมีซักครั้งในชีวิตที่เราจะได้เดินลงไปในห้องนิรภัยของธนาคาร ใครสนใจห้ามพลาด






บรรยากาศของเมืองอีโปห์ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ เพราะติดกับแม่น้ำ Kinta ซึ่งเราสามารถเดินชมบริเวณริมฝั่งน้ำอันร่มรื่น


การเดินเท้าชมเมืองอีโปห์ คนเดินตามถนนไม่ค่อยมี นอกจากเป็นนักท่องเที่ยว มันลำบากตรงที่หากคิดจะข้ามถนนใหญ่ แทบไม่มีทางม้าลาย ไม่มีเสาไฟแตะให้รถหยุด ยิ่งกลางเมืองเป็นถนนเดินรถทางเดียวสาม-สี่เลน ไม่มีเกาะกลางถนนให้ยึดเหนี่ยว จึงควรใจเย็นๆ รอ ไม่ควรวิ่งผ่าหมาก เพราะรถขับเร็ว
กำเนิดเมืองจากเหมืองดีบุก..
ใครมีโอกาสมาเที่ยวที่เมืองอีโปห์ สิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างคือ ความรู้เรื่องเกี่ยวกับเหมืองดีบุก ชีวิตผู้คนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองที่มาจากการทำเหมืองดีบุก
พิพิธภัณฑ์ Han Chin Pet Soo
ย่านเมืองเก่าอีโปห์มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจให้เข้าชมหลายแห่ง โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ Han Chin Pet Soo ตึกนี้เดิมเป็น The Hakka Miner’s Club ตั้งแต่ปี 1893 ถือเป็นพื้นที่ที่พักผ่อนของสมาคมชาวจีนที่เก่าที่สุดของธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกอีโปห์
ในส่วนการจัดแสดงจะทำให้เห็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของชาวสมาคม รวมถึงข้อมูลการเดินทางชาวจีนแบบเสื่อผืนหมอนใบบนเรือมายังเมืองอีโปห์ และการทำเหมืองแร่ดีบุก เป็นต้น หากต้องการเข้าชม สามารถจองผ่านเวปไซต์ IpohWorld ที่นี่มีมัคคุเทศก์อธิบายเป็นภาษาอังกฤษ หลังชมเสร็จสามารถบริจาคเงินเพียง 10 ริงกิตสำหรับผู้ใหญ่ 5 ริงกิตสำหรับเด็ก เป็นการบำรุงรักษาสถานที่ได้ในกล่อง

ในภาพจะเห็นสตรีชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานเป็นโสเภณีในรัฐปีรัคช่วงเวลาที่ยากลำบาก



พิพิธภัณฑ์ 22 Hale Street
พิพิธภัณฑ์อีกแห่งที่น่าสนใจคือตึกเก่าที่พังมาก แล้วรีโนเวทกลับมาได้อย่างสวยงาม ชื่อว่า 22 Hale Street ตึกนี้สร้างในปี 1900 ผ่านการเปิดกิจการมาหลายอย่าง จนในที่สุดกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงธุรกิจอาชีพต่างๆ และชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมือง เช่น โรงแรม ร้านถ่ายรูป ร้านตัดผม ฯลฯ พิธีกรรมแต่งงาน เครื่องมือเครื่องใช้ในอดีตที่ให้เห็นทั้งความหรูหราและชีวิตอันแสนธรรมดา และที่นี่จะได้มีโอกาสลองหาบดีบุกแบบแรงงานสมัยก่อนว่าหนักแค่ไหน มีค่าเข้าชม 15 ริงกิต (ประมาณ 115 บาท)


เมืองอีโปห์เริ่มต้นมาจากกิจการเหมืองแร่ดีบุกในยุคอาณานิคม ที่นี่เลยมีทั้งคนมาเลเซีย คนอินเดีย และคนจีนอยู่อาศัยเพื่อเป็นแรงงานและทำการค้า
โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าก็มีร้านอาหารอินเดียอยู่หลายร้าน ทำให้มีโอกาสลองอาหารอินเดียที่ประเทศอื่นบ้าง เราไปร้านที่คนหลายคนนิยมและดูมีอาหารหน้าตาน่าทาน ร้านมีชื่อว่า Sankra Restaurant

ที่ร้านนี้อาหารอินเดียรสชาติดี คล้ายๆ กับที่ขายอยู่ในเมืองไทย ราคาใกล้เคียงกัน ที่พิเศษคือการใช้ใบตองเผาเพื่อรองอาหาร เป็นสไตล์ที่เห็นหลายร้านทั้งในอีโปห์และปีนัง
ร้านนี้คนทานมังสวิรัตน์เลือกได้หลากหลาย เราสั่งข้าว jeera rice 2 ถ้วย Pani Puri แกง 2 อย่าง และขนมปังหนาน 2 แบบ เป็นมื้อใหญ่ หมดไปประมาณ 500 กว่าบาท

ร้านสไตล์จีนมาเลเซียก็มีหลายร้าน มีที่เปิดเช้ามากอยู่ใกล้กับโรงแรมที่เราพัก ชื่อ Lim Ko Pi ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ ได้บรรยากาศดั้งเดิมมาก
เมนูมีหลายอย่าง เราสนใจก๋วยเตี๋ยวที่เลือกเส้นและน้ำซุปได้ เลยลองเมนู Soup กับเส้น Bee Hoon เป็นเส้นหมี่ขาวโปะด้วยมะเขือยาวเผา ถั่วฝักยาว ถั่วงอก แบบมังสวิรัตน์ ราดด้วยน้ำมันซอสรสชาติกลมกล่อม น้ำซุปพร้อมเต้าหู้ที่เสิร์ฟมาในถ้วยดีบุกแบบโบราณมีความอร่อยนุ่มลิ้นมาก ร้านเก่าแก่แห่งนี้นำเสนออัตลักษณ์ของเมืองผ่านภาชนะดีบุกด้วยราคา 9 ริงกิต (ประมาณ 70 บาท)
ใกล้กับร้าน Lim Ko Pi เป็นโรงแรมที่เราพักชื่อ Ban Sheng Teik จองผ่าน Agoda ห่างจากสถานีรถไฟเพียง 650 เมตร และอยู่บริเวณย่านถนนท่องเที่ยวเมืองเก่า เป็นโรงแรมที่เพิ่งเปิดไม่นาน ราคาไม่แพง ปลอดภัย และสะอาด


นอกจากนี้รอบๆ เมืองอิโปห์ ถ้าเรามีเวลาหลายวัน ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Perak Cave Temple, Sam Poh Tong Temple, Tasik Cermin ทะเลสาปกระจก, ถ้ำ Gua Tempurung, สวนน้ำ Lost World of Tambun และอื่นๆ อีกมากมาย
เดินทางสู่เกาะปีนัง..
เราอยู่ที่เมืองอิโปห์ 2 คืน เพียงพอต่อการเดินชมย่านเมืองเก่า เช้าวันที่ 3 เลยไปปีนัง เราออกจากโรงแรมเดินไปสถานีรถไฟตั้งแต่ตีห้า เพื่อให้ทันรถไฟฟ้าขบวนเช้าที่จะไปสถานีบัตเตอร์เวิร์ธ ราคารถไฟอยู่ที่ 12.80 ริงกิต (ประมาณ 98 บาท) ใช้เวลาเดินทางเฉพาะบนขบวนรถประมาณ 2 ชม. ตารางรถไฟดูได้ในแอปพลิเคชัน KTMB Mobile




เรานั่งรถไฟฟ้าไปได้ไม่กี่สถานีก็อยากเข้าห้องน้ำ แน่นอน KOMUTER ไม่มีห้องน้ำ เห็นจะรอไม่ไหว เลยจำเป็นต้องลงสถานีระหว่างทาง โชคดีที่ถ่ายรูปสถานีย่อยในเส้นทางเอาไว้ รถไฟขบวนต่อไปเกือบสองชั่วโมง ห้องน้ำอยู่ภายในสถานี แต่ถ้าอยากไปทานข้าวก็ต้องแสกนออก และถ้าจะเข้ามาก็ต้องซื้อตั๋วใหม่ จากที่นี่ไปสถานีบัตเตอร์เวิร์ธคนละ 10.5 ริงกิต
ในเมื่อมีเวลาเกือบสองชั่วโมง เราก็เที่ยวเดินเล่นในเมือง Sungai Siput ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมีร้านอาหารที่เก่าแก่มีชื่อเสียงที่อย่างน้อยก็ลงหนังสือพิมพ์มาแล้ว เป็นอาหารจีนไหหลำชื่อว่า Toong Nam Restaurant ร้านตกแต่งน่ารักรับนักเดินทาง มีฝีมือด้านการหมักไก่ แต่เราเป็นมังสวิรัตน์เลยไม่มีโอกาสได้ลอง เมนูที่สั่งคือผัดหมี่ที่แม้จะมีเพียงผักกับไข่ก็อร่อยมาก




แอบมองวิถีผู้คนในปีนังใน 1 วัน..
ทริปนี้มีเวลาไปปีนังเพียง 1 คืน 2 วัน แถมเช็คเอาท์ก่อนเที่ยง ทำอะไรดีนะ?
กว่าจะรอรถไฟแต่ละขบวนที่ห่างกันเกือบสองชั่วโมง เราก็มาถึงสถานีบัตเตอร์เวิร์ธตอนบ่ายพอดี เราเดินตามทางเชื่อมจากสถานีรถไฟไปยังท่าเรือที่ไม่ไกลกันนัก ใช้เวลานั่งรอไม่นานเรือก็ออก เพราะออกทุกๆ 30 นาที และอย่าเพิ่งทิ้งตั๋วไม่ว่าเป็นรถไฟหรือเรือ เพราะใช้แสกนขาออกด้วย





ภูมิหลังปีนังโดยสังเขป..
สำหรับรัฐปีนังมีสองส่วน คือ ส่วนที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่ คือ เมืองบัตเตอร์เวิร์ธ หรือ เซอเบอรังเปอราย (ที่รถไฟฟ้าจะไปจอด) กับเกาะปีนัง
เมือง “จอร์จทาวน์” อยู่บนเกาะปีนังที่เรากำลังไปนั้น เป็นเมืองหลวงของรัฐปีนัง และเป็นเมืองมรดกโลก UNESCO ที่มีวัฒนธรรมที่โดดเด่น
“จอร์จทาวน์” มาจากการตั้งชื่อ เพื่อเป็นเกียรติให้กับ King George 3 ที่ปกครองอังกฤษช่วงปี 1760 ถึง 1820
ส่วน “ปีนัง” ภาษามาเลเซีย หมายถึง ต้นหมาก ซึ่งสมัยก่อนมีมากบนเกาะแห่งนี้
เกาะปีนัง เริ่มแรกรู้จักกันในฐานะเป็นท่าเรือโจรสลัด ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามาตั้งสถานีการค้าในปี 1786 กัปตัน Francis Light ได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการปกป้องการรุกรานจากสยามและพม่าในเวลานั้น โดยแลกกับการตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อเกาะแห่งนี้ว่า “Prince of Wales Island”
แต่ไม่กี่ปีต่อมาอังกฤษก็เปลี่ยนท่าที สุลต่านอับดุลละฮ์จึงต่อสู้ยึดปีนังคืน แต่กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ปี 1791 สุลต่านอับดุลละฮ์จึงได้ลงนามสนธิสัญญามอบเกาะปีนังให้อังกฤษ ในสัญญาเขียนว่าจะจ่ายเงินให้สุลต่านปีละ 60,000 ดอลล่าสเปน จนถึงปัจจุบันเกือบสองร้อยปี รัฐปีนังก็ยังจ่าย 18,800 ริงกิต ให้สุลต่านแห่งเกดะห์ทุกปี
ในอดีต เพื่อเรียกคนให้มาตั้งถิ่นฐานบนเกาะ ท่าเรือเลยได้สถานะการปลอดภาษี คนมาใหม่สามารถอ้างสิทธิ์ที่ดินเท่าที่ต้องการ จากเกาะไม่มีคน ก็เลยมีคนมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งจากยุโรป อินเดีย จีน มาเลเซีย ไทย และพม่า ทำให้ปีนังกลายมาเป็นศูนย์กลางการค้า ทั้งชา เครื่องเทศโดยเฉพาะพวกกานพลูและลูกจันทน์เทศที่ปลูกได้ที่นี่ เครื่องลายคราม พริกไทย และสิ่งทอจากอินเดีย ต่อมาก็ขยายการค้าเป็นพวกดีบุกและยางพารา
ปี 1867 ปีนังได้เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบอาณานิคมอังกฤษ


และแล้วต่อมาสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1941 ทหารญี่ปุ่นบุกมาเลย์ ทิ้งระเบิดที่ปีนัง อังกฤษหนีไปสิงคโปร์
ปี 1942 ปีนังตกอยู่ในความหวาดกลัว แต่แล้วในอีกสามปีต่อมาญี่ปุ่นก็ได้จำนนต่อกองทัพอังกฤษ
ต่อมาปีนังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Malayan Union หรือ สหภาพมาลายา ก่อนที่จะกลายเป็น State of the Federation of Malaya ซึ่งได้รับเอกราชในวันที่ 31 สิงหาคม 1957
จนในที่สุดปี 1963 ปีนังก็ได้เป็นหนึ่งในสิบสามรัฐของมาเลเซีย (แปลจากข้อมูลของ Penang Port Commission )
…………
หลังจากข้ามฟากมาแล้ว บริเวณด้านหน้ามีสถานีรถบัส จากตารางเดินรถดูเหมือนจะไปอีกฝั่งของเกาะ เราเดินแบกเป้ผ่านใจกลางเมืองเก่าในเวลาบ่ายแก่ๆ เพื่อเข้าที่พักซึ่งห่างจากสถานีรถไฟไปอีก 1 กม. ชื่อว่า Mclane Boutique Hotel @ Georgetown (เป็นที่พักที่ไม่แพง ปลอดภัย และอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่า)
จอร์จทาวน์แตกต่างกับอิโปห์มาก อิโปห์ดูวังเวงในตอนเย็นเพราะร้านปิดหายไปหมด แต่ไม่ใช่สำหรับจอร์จทาวน์ ที่ซึ่งเต็มไปสีสันของผู้คน นักท่องเที่ยว ศาสนสถาน ร้านค้า ร้านอาหาร และยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ


ช่วงเวลานี้ถ้าใครจะมาดูโลกของตึกสวยรวยสถาปัตยกรรม คงต้องไปหากาแฟดื่มแทน เพราะมองไม่เห็นอาคาร ชั้น 1 ติดรถบังด้านหน้า ชั้นบนติดป้ายร้านและโฆษณา
แต่..
หากจะรอดูพระอาทิตย์ขึ้นและตก ว่าสวยฉันใด จอร์จทาวน์ก็ต้องรอเวลาที่เหมาะสมฉันนั้น..
ยามค่ำคืน เราเดินเล่นในถนนแถว Straits and Oriental Museum รถเริ่มน้อย เดินสบาย


ชีวิตยามเช้า..
ตื่นตั้งแต่ตีห้า ในที่สุดเราก็เห็นสถาปัตยกรรมเมืองมรดกโลกจอร์จทาวน์อย่างตื่นตาตื่นใจ!
เวลาหกโมงเช้า ที่นี่ก็ยังฟ้ามืด ตามถนนยังมีแสงไฟไม่ได้อยู่ท่ามกลางความมืดมิด รถต่างๆ แทบอันตรธานหายไปหมด จนกระทั่งสายก็ยังไม่ค่อยเห็นใครเปิดร้าน สี่ห้าชั่วโมงก่อนเช็คเอาท์ จึงเป็นเวลาทองที่เหลือแหล่ เพียงพอที่จะเดินเก็บภาพตึกต่างๆ บนถนน และยังได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยตามมุมต่างๆ ของเมือง












หลังจากเช็คเอาท์ประมาณสิบเอ็ดโมง เดินแบกเป้กลับไปยังท่าเรือเฟอรี่ และข้ามฟากไปยังเมืองบัตเตอร์เวิร์ธ เพื่อรอรถไฟฟ้าจากสถานีบัตเตอร์เวิร์ธไปยังด่านปาดังเบซาร์ (ใครกลับเมืองไทยโดยรถไฟ อย่าลืมเช็คตารางเวลานะคะ)
ระหว่างที่รอรถไฟมา หากอยากทานข้าว จะมีห้าง Penang Sentral อยู่ระหว่างทางเดินจากท่าเรือเฟอรี่มายังสถานีรถไฟบัตเตอร์เวิร์ธ ที่นั่นมีร้านอาหารหลายร้าน

รถไฟ KOMUTER ออกจากสถานีบัตเตอร์เวิร์ธไปยังสถานีบาดังเบซาร์ใช้เวลาราว 2 ชม. เราขึ้นขบวนรถไฟตอนเที่ยงกว่า มาถึงด่านปาดังเบซาร์ประมาณบ่ายสองครึ่ง
หากไปถึงด่านแล้วทางลงไปจุดประทับตราขาออกของด่านตรวจคนเข้าเมืองยังไม่เปิด ก็นั่งรอบริเวณนั้นไปก่อน ดูเหมือนจะยังไม่เปิดจนกว่ารถไฟจากไทยใกล้จะมาถึง ระหว่างนั้นสามารถซื้อตั๋วรถไฟไทยที่ช่องขายตั๋ว เงินไทยราคา 50 บาทเช่นเดิม
** หากจะซื้อตั๋วรถไฟกลับไทย ต้องทำก่อนลงไปประทับตราขาออกจากมาเลเซีย




…
จบ. บันทึกการเดินทางโดยรถไฟจากชุมทางหาดใหญ่ไปเมืองอิโปห์และจอร์จทาวน์ มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 19-22 กุมภาพันธ์ 2568